คำนิยาม

คำชี้บ่ง  UN/ID No. CAS No. IMO RTECS NFPA 704 IUPAC
คุณสมบัติทางกายภาพ  สถานะ จุดเดือดและจุดหลอมเหลว ความถ่วงจำเพาะ ความหนาแน่นไอ
ความดันไอ ความสามารถในการละลายน้ำ แฟคเตอร์แปลงหน่วย
ลักษณะอันตราย  สารก่อมะเร็ง จุดวาบไฟ อุณหภูมิลุกติดไฟได้เอง ขีดจำกัดความไวไฟ
สารดับเพลิง ค่า LD50 ค่า LC50 IDLH
ค่ามาตรฐาน  TLV PEL การเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์
พรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ 2535 พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ 2541
พรบ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ 2530 ประเภทการบรรจุหีบห่อ

 

Top PageUN/ID Number เป็นรหัสตัวเลข 4 หลัก เพื่อชี้บ่งชนิดของสารเคมี (Identification Number) ที่ถูกกำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations) และกรมการขนส่งแห่งสหรัฐอเมริกา (Department of Transportation ; DOT) ตัวอย่าง เช่น UN/ID NO. 1017
เป็นสารคลอรีน หรือ UN/ID NO. 1005 เป็นสารแอมโมเนียแอนไฮดรัส

ประโยชน์ของ UN/ID NO. นอกจากใช้เป็นรหัสตัวเลขชี้บ่งชนิดของสารเคมีแล้ว
ยังเป็นรหัสสืบค้นขั้นตอนการปฏิบัติกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจากระบบให้บริการข้อมูลการระงับ
อุบัติภัยจากสารเคมีอัตโนมัติทางโทรศัพท์ หรือสายด่วน AVERS กรมควบคุมมลพิษทางโทรศัพท์หมายเลข 1650 หรือ 0 2298 2444 หรือสืบค้นจาก Emergency Response Guidebook ของกรมการขนส่งแห่งสหรัฐอเมริกา (DOT) เช่น

UN/ID NO.

ชื่อสาร

AVERS Guide

DOT Guide

UN/ID 1017

คลอรีน

12

124

UN/ID 1005

แอมโมเนียแอนไฮดรัส

07

125

 

Top PageCAS Number (Chemical Abstracts Service Registry Number) เป็นชุดตัวเลข
ที่กำหนดขึ้นโดย Chemical Abstracts Service of the American Chemical Society สำหรับใช้ชี้บ่งชนิดของสารเคมีอันตรายที่กำหนดในกฎหมาย Toxic Substance Control Act (TSCA) ประกอบด้วยตัวเลข 3 กลุ่ม กลุ่มแรกประกอบด้วยตัวเลข 2-6 หลัก กลุ่มที่ 2 เป็นตัวเลข 2 หลักและกลุ่มสุดท้ายเป็นตัวเลข 1 หลัก สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของตัวเลขทั้งชุด

 

Top PageIUPAC ย่อมาจาก International Union of Pure and Applied Chemistry

 

Top PageRTECS (The Registry of Toxic Effects of Chemical Substance) : เป็นรหัสชี้บ่งชนิดของสารเคมีในฐานข้อมูลพิษวิทยา อยู่ภายใต้การดูแล ปรับปรุงเพิ่มเติมโดย National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH) เพื่อเป็นข้อมูลให้สอดคล้องกับ Occupational Safety and Health Act, Section 20 (a) (b) ประกอบด้วยข้อมูลพิษวิทยาของสารเคมีมากกว่า 130,000 ตัว ข้อมูลพิษวิทยาของสารเคมีแต่ละตัวประกอบด้วย อาการระคายเคืองเบื้องต้น การก่อกลายพันธุ์ (Mutagenic) ผลต่อระบบสืบพันธุ์ (Reproductive) การเกิด
เนื้องอก (Tumorgenic) และพิษเฉียบพลัน (Acute Toxicity)

 

Top Pageสถานะ (Status) : ปกติสารเคมีมีอยู่ทั้ง 3 สถานะ คือ ของแข็ง (Solid) ของเหลว (Liquid) และก๊าซ (Gas) สถานะของสารเคมีมีผลต่อลักษณะการเกิดอันตราย เช่น

สถานะ

ลักษณะของสารเคมี

ลักษณะอันตราย

ของแข็ง (Solid) ผลึก เม็ด เกล็ด ผง ฝุ่น สัมผัสถูกผิวหนัง ตา หายใจเข้าไป การกินเข้าไป
ของเหลว (Liquid) ของเหลว ก๊าซเหลว สัมผัสถูก/กระเด็นใส่ผิวหนัง ตา กินเข้าไป

ก๊าซ (Gas)

ก๊าซ ไอระเหย ละออง ควัน

หายใจเข้าไป สัมผัสถูกผิวหนัง ตา

Top Pageจุดหลอมเหลวและจุดเดือด (Melting and Boiling point) : อุณหภูมิที่ทำให้สารเคมีเปลี่ยนสถานะจากของแข็งหลอมเป็นของเหลว หรือของเหลวเดือดกลายเป็นก๊าซ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายสูงกว่าได้ เช่น กำมะถันปกติจะมีสถานะเป็นผลึก ของแข็ง หรือผง เมื่อให้ความร้อนสูงถึง 119 องศาเซลเซียส ก็จะหลอมละลายเป็นกำมะถันเหลว (Melten) S8 หรือ H2SO4 และจะเดือดกลายเป็นไอของ SO2 และ SO3 ที่อุณหภูมิสูงกว่า 444.6 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเป็นอันตรายจากความเป็นพิษและฤทธิ์กัดกร่อนมากกว่าของเหลวและของแข็งตามลำดับ

ความสำคัญ 

  • ใช้ในการพยายามควบคุมให้สารเคมีอยู่ในสภาวะของแข็งซึ่งมีอันตรายน้อยกว่าก๊าซ
    • การเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (PPD/PPE) ให้เหมาะสม

    Top Pageความถ่วงจำเพาะ (Specific gavity) : น้ำหนักของของเหลวเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำที่ปริมาตรเท่ากัน (น้ำ = 1) ถ้าสารเคมีนั้นไม่ละลายน้ำ และมีค่าความถ่วงจำเพาะ (ถพ.) มากกว่า
    1 สารเคมีนั้นก็จะจมน้ำแต่ถ้ามีค่าน้อยกว่า 1 สารเคมีนั้นจะลอยน้ำ

    ความสำคัญ สารที่มีความถ่วงจำเพาะ (ถพ.) น้อยกว่า 1 จะลอยน้ำ ถ้าเป็นสารไวไฟ และไม่ละลายน้ำต้องระมัดระวังอันตรายจากการเกิดอัคคีภัย การระเบิดและเป็นพิษของไอระเหย
    แต่ถ้าสารที่มี ความถ่วงจำเพาะ (ถพ.) มากกว่า 1 จะจมน้ำต้องระมัดระวังการก่อให้เกิดอันตรายต่อสัตว์น้ำได้

     

    Top Pageความหนาแน่นไอ (Vapor density) : น้ำหนักของไอระเหยหรือก๊าซเมื่อเทียบกับอากาศในปริมาตรที่เท่ากัน (อากาศ = 1) ถ้าความหนาแน่นมากกว่า 1 สารเคมีนั้นจะหนักกว่าอากาศและเกิดการสะสมในที่ต่ำหรือแพร่กระจายบนพื้น แต่ถ้าความหนาแน่นน้อยกว่า 1 สารเคมีนั้นเบากว่าอากาศก็จะลอยขึ้นที่สูง

    ความสำคัญ ความหนาแน่นไอมีประโยชน์ในการพิจารณาติดตั้งพัดลมระบายอากาศ การอพยพกรณีหกรั่วไหล เช่น หากมีการหกรั่วไหลของสารเคมีที่มีความหนาแน่นมากกว่า 1 ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ต่ำ บนพื้น หรือที่อับอากาศ เป็นต้น

    สารเคมี

    นน.โมเลกุล

    ความหนาแน่นไอ

    เปรียบเทียบกับอากาศ

    ข้อควรระมัดระวัง

    อากาศ (air) 29 (Avg) 1.00 ปกติ ปกติ
    คาร์บอนไดออกไซด์ 44 1.52 หนักกว่าอากาศ จะสะสมในที่ที่ต่ำ
    ไฮโดรเจน 2 0.07 เบากว่าอากาศมาก จะลอยสู่บรรยากาศได้อย่างรวดเร็ว
    มีเทน 16 0.55 เบากว่าอากาศ จะลอยสู่บรรยากาศ

    โพรเพน

    44

    1.52

    หนักกว่าอากาศ

    จะสะสมในที่ที่ต่ำ

     

    Top Pageความดันไอ (Vapor Pressure) : แนวโน้มของของแข็งหรือของเหลวที่จะระเหยกลายเป็นไอในอากาศ ปกติถ้าจุดเดือดต่ำความดันไอจะสูง สามารถระเหยออกสู่บรรยากาศได้เร็วและก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานได้ง่าย และถ้าเก็บสารเคมีที่มีความดันไอสูงในภาชนะบรรจุปิดสนิทอาจเสี่ยงต่อการเกิดระเบิดได้ง่ายกว่าเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น และสารเคมีที่มีจุดเดือดสูง ค่าความดันไอก็จะต่ำ มีหน่วยเป็น มิลลิเมตรปรอท เช่น

    สารเคมี

    จุดเดือด (F)

    ความดันไอ (มม.ปรอท)

    Chlorine -29 760
    Acetone 133 180
    Xylene 269 9

    Cadmiun

    1409

    ~0

    ความสำคัญ 

    • ดูความยากง่ายในการระเหยกลายเป็นไอ
    • การควบคุมอันตรายจากการระเบิดของภาชนะบรรจุปิดสนิท

    Top Pageความสามารถในการละลายน้ำได้ (Solubility) : น้ำหนักของสารเคมีที่สามารถละลายในน้ำได้ ต่อหน่วยปริมาตร (กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร) หรือเปรียบเทียบเป็นต่อร้อยละ (%) เช่น กลูโคส สามารถละลายน้ำได้ดีมากถึง 100 % ในขณะที่เมทธิลีนคลอไรด์ ละลายน้ำได้เพียง 2 % เท่านั้น

    ความสำคัญ  ถ้าคุณสมบัติของสารเคมีที่ไม่ละลายน้ำเมื่อเกิดการหกรั่วไหลก็ต้องระมัดระวังว่าสารเคมีจะจมหรือลอยน้ำต่อไป สารเคมีที่ละลายน้ำได้ดีเมื่อเกิดการรั่วไหล อาจประยุกต์ใช้น้ำฉีดให้เป็นฝอยเพื่อลดการแพร่กระจายของไอระเหยได้ดีกว่า

     

    Top Pageสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) : ปกติสารเคมีแต่ละชนิดจะถูกระบุอยู่ในรายชื่อสารก่อมะเร็งแต่ละประเภททั้งของ NTP (The National Toxicology Program) IARC (International Agency for Research on Cancer) OSHA (Occupational Safety and Health Administration) และ EPA (Environmental Protection Agency) โดยแบ่งกลุ่มของสารก่อมะเร็งออกได้ดังนี้

    • ACGIH (The American Conference of Governmental Industrial Hygiene) ได้แบ่งประเภทของกลุ่มสารก่อมะเร็งเป็น

    A1 – ยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Confirmed Human Carcinogen)

    A2 – สงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Suspected Human Carcinogen)

    A3 – สารก่อมะเร็งในสัตว์ (Animal Carcinogen)

    A4 – ไม่จัดว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Not Classifiable as a Human Carcinogen)

    A5 – ไม่สงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Not Suspected as a Human Carcinogen)

    • IARC (International Agency for Research on Cancer) แบ่งประเภทของกลุ่มสารก่อมะเร็งออกเป็น

    กลุ่ม 1 – ยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Confirmed Human Carcinogen)

    กลุ่ม 2 – สงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Suspected Human Carcinogen)

    กลุ่ม 3 – สารก่อมะเร็งในสัตว์ (Animal Carcinogen)

    กลุ่ม 4 – ไม่จัดว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Not Classifiable as a Human Carcinogen)

    กลุ่ม 5 – ไม่สงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Not Suspected as a Human Carcinogen)

    • NTP ( The National Toxicology Program) ได้แบ่งประเภทของกลุ่มของสารก่อมะเร็งเป็น

    - ยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ (Know to be human carcinogen)

    - สงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ และ/หรือ เป็นสารก่อมะเร็งในสัตว์ (Reasonably anticipated to be human carcinogens)

    • OSHA (Occupational Safety and Health Administration) ได้แบ่งประเภท ของกลุ่มของสารก่อมะเร็งเป็น

    กลุ่ม 1 – จากการศึกษาในระยะยาว ยืนยันว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ และในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

    กลุ่ม 2 – กลุ่มที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ หรือสงสัยว่าจะมีศักยภาพในการก่อมะเร็ง

     

    Top Pageจุดวาบไฟ (Flash point) : อุณหภูมิต่ำสุด ที่ทำให้ของเหลวกลายเป็นไอเพียงพอต่อการเริ่มต้นลุกไหม้ขึ้นเมื่อมีแหล่งจุดติดไฟ แต่มีไม่เพียงพอที่จะลุกติดไฟได้อย่างต่อเนื่อง จุดวาบไฟเป็นประโยชน์ในการแบ่งประเภทของสารเคมีว่าเป็นสารไวไฟ (Flammable) สารติดไฟได้ (Combustible) และสารไม่ติดไฟ (Non-combustible) ตามมาตรฐาน NFPA 30

    ประเภท

    อุณหภูมิ (0F)

    ตัวอย่างสารเคมี

    จุดวาบไฟ

    จุดเดือด

    สารไวไฟ (Class I) 100 -  
           -  Class 1A 73 100 Butane, 2-Butyne, Dichlorosilene , Divinylether, Dimethyl sulfide
           -  Class 1B 73 100 Acetone, Benzene, Butyl Alcohol, Acrolein
           -  Class 1C

    73

    100

     t-Buthylaminoethyl methacrylate
    สารติดไฟได้ (Class II, III) 100 -  
          -  Class II 100 140  b -(p-t-Bulylphenoxy) ethanol
          -  Class III A 140 200 Chlroacetic acid, chloropentane

          -  Class III B

    200

    -

    Cyanamide, Diethyl meliate

    การทดสอบจุดวาบไฟสามารถทดสอบได้ 2 วิธี คือ Open Cup (OC) และ Closed Cup (CC) จุดวาบไฟที่ระบุใน NFPA 49 ทั้งหมดจะเป็นอุณหภูมิที่หาจากวิธี Closed Cup ซึ่งเป็นตัวเลขสำหรับใช้อ้างอิงการเกิดจุดวาบไฟในถังปิด บริเวณที่อับอากาศ แต่ถ้าเป็นการทดสอบแบบ Open Cup จะใช้ตัวเลขในการอ้างอิงกับสถานการณ์สารเคมีหกรั่วไหล หรือภาชนะบรรจุที่เปิดฝาไว้

    ความสำคัญ ใช้ชี้บ่งชนิดของสารไวไฟ สารติดไฟได้ สารไม่ติดไฟ เพื่อกำหนดมาตรการในการควบคุม เช่น อาคารเก็บ การต่อสายดินและต่อเชื่อมระหว่างถังในการถ่ายเท

    Top Pageอุณหภูมิลุกติดไฟได้เอง (Autoignition temperature) : อุณหภูมิต่ำสุดที่ ทำให้สารเคมีลุกติดไฟขึ้นเอง จากแหล่งความร้อนในตัวหรือสัมผัสกับวัสดุผิวร้อน โดยปราศจากการจุดติดไฟจากแหล่งภายนอก ทำการทดสอบตามมาตรฐาน ASTM D 286 และ ASTM D 2155 ใช้ประโยชน์ในการกำหนดบริเวณและอุณหภูมิในการเก็บรักษา การระบายอากาศ

    Top Pageขีดจำกัดความไวไฟ (Flammable limits) : ช่วงของส่วนผสมของไอระเหย/ก๊าซกับอากาศที่สามารถลุกติดไฟได้ระหว่างค่าขีดจำกัดบน (Upper Flammable Limit ; UFL) และค่าขีดจำกัดล่าง (Lower Flammable Limit ; LFL) ความเข้มข้นที่สูงเกินไปก็จะไม่ติดไฟและความเข้มข้นต่ำเกินไปหรือเจือจางเกินไป (Lean) ก็จะไม่ติดไฟเช่นกัน ช่วงขีดจำกัด LFL และ UFL ของสารเคมีแต่ละตัวจะไม่เท่ากันจึงเรียกช่วงนี้ว่า ช่วงขีดจำกัดความไวไฟ (Flammable range)

     

    Top Pageขีดจำกัดการระเบิดได้ (Explosion limits) : ช่วงของส่วนผสมของไอระเหย/ก๊าซกับอากาศที่สามารถระเบิดได้ระหว่างค่าขีดจำกัดบน (Upper Explosion Limit ;UEL) และค่า
    ขีดจำกัดล่าง (Lower Explosion Limit ; LEL) ความเข้มข้นที่สูงเกินหรือต่ำเกินไปก็จะไม่ระเบิดเช่นกัน ปกติช่วงของ LEL และ UEL จะอยู่ในช่วงของ LFL และ UFL

    Top Pageสารดับเพลิง (Extinguisher agent) : ประสิทธิภาพในการดับเพลิง ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ชนิดของสารดับเพลิงที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการดับเพลิงกับสารเคมีที่ลุกไหม้หรือประเภทเพลิงโดยรอบ เช่น

    ประเภทของเพลิง

    กรด-โซดา

    น้ำ

    โฟม

    เคมีแห้ง

    CO2

    ฮาลอน

    ทรายแห้ง

    A (ไม้ กระดาษ ยาง ผ้า)
    B (น้ำมัน แก๊ส ตัวทำละลาย)
    C (เพลิงจากกระแสไฟฟ้า)

    D (โลหะบางชนิดที่ติดไฟได้)

             การฉีดดับเพลิงด้วยน้ำต้องระมัดระวังการเกิดปฏิกิริยาความร้อน ก๊าซพิษ และก๊าซ
    ไวไฟ สารเคมีที่เกิดปฏิกิริยาไม่รุนแรง สามารถใช้น้ำฉีดดับเพลิงได้ เพื่อควบคุมการลุกลามและควบคุมความสูญเสียในขณะเกิดเพลิงไหม้รุนแรง ทั้งนี้ให้อยู่ในการควบคุมของผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

    Top Pageดัชนี NFPA (National Fire Protection Association Code 704) :  กำหนดดัชนีชี้บ่งอันตรายจาก สารเคมีต่อสุขภาพอนามัย ความไวไฟ การเกิดปฏิกิริยา โดยการกำหนดเป็นระดับตัวเลข 0-4 อยู่บน สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน 4 ชิ้น เรียงกันหรือ Diamond Shape สำหรับข้อมูลพื้นฐานในการดับเพลิง การอพยพ ออกจากพื้นที่อันตราย

    ระดับ

    อันตรายต่อสุขภาพ (สีน้ำเงิน)

    ความไวไฟ (สีแดง)

    การเกิดปฏิกิริยา (สีเหลือง)

    4

    สารที่มีความเป็นพิษสูงมาก อาจทำให้สูญเสียชีวิต และเจ็บป่วย
    รุนแรงจากการสัมผัสในระยะสั้น ๆ
    • LD50ทางปาก £ 5 มก./นน.กก.
    • LD50 ทางผิวหนัง £ 40 มก./นน.กก.
    • LC50 ทางหายใจ £ 1000 ppm
  • สารที่ระเหยกลายเป็นไอ ได้อย่างสมบูรณ์และรวดเร็วที่อุณหภูมิและความดันปกติ

  • สารไวไฟ Class 1A ที่มีจุด
    วาบไฟต่ำกว่า 22.8 0ซ. จุด
    เดือดต่ำกว่า 37.8 0ซ.

  • สารที่สามารถลุกติดไฟได้เอง

  • สารที่สามารถระเบิดได้ง่ายด้วยตัวเอง จากการสลายตัวหรือการเกิดปฏิกิริยา ที่อุณหภูมิและความดันปกติ

    3

    สารที่มีความเป็นพิษสูงมากจากการเผาไหม้ สารกัดกร่อนอย่าง
    รุนแรงอาจเกิดการบาดเจ็บอย่างรุนแรงเมื่อมีการสัมผัสระยะสั้น
    • 5 < LD50 ทางปาก £ 50 มก./นน.กก.
    • 40 < LD50 ทางผิวหนัง £ 200มก./นน.กก
    • 1000 < LC50 ทางหายใจ £ 3000 ppm
    • ของแข็งหรือของเหลวที่ สามารถลุกติดไฟได้ในอุณหภูมิและความดันปกติ 

    • สารไวไฟ Class IB และ IC

    • จจุดวาบไฟต่ำกว่า 22.8 0ซ.
      จุดเดือดสูงกว่า 37.8 0ซ. และของเหลวที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 22.8 0ซ. จุดเดือดต่ำกว่า 37.8 0ซ.

    สารที่สามารถระเบิดได้ง่าย จากการสลายตัวหรือการเกิดปฏิกิริยา แต่จะต้องมีแหล่ง
    จุดติดไฟหรือความร้อนจากภายนอก

    2

    สารที่อาจก่อการบาดเจ็บ เมื่อมีการสัมผัสในระยะสั้น
    • 50 < LD50 ทางปาก £ 500 มก./นน.กก.
    • 200 < LD50 ทางผิวหนัง £ 1000 มก./นน.กก
    • 2 < LC50 ทางหายใจ £ 10มก./ลิตร

    สารที่ต้องให้ความร้อน
    ปานกลางหรืออุณหภูมิสูงก่อนจุดติดไฟ จะไม่ลุกไหม้ในบรรยากาศปกติเป็นของเหลวติดไฟได้ Class II และ III A ที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 37.8 0ซ. แต่ไม่เกิน 93.4 0

    สารที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาได้ง่าย เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เกิดปฏิกิริยารุนแรงกับน้ำหรือทำให้เกิดส่วนผสมที่สามารถระเบิดได้กับน้ำ

    1

    สารที่ทำให้เกิดการระคายเคือง และเจ็บป่วยเล็กน้อยเมื่อสัมผัสในระยะสั้น

    • 500 < LD50 ทางปาก £ 2000 มก./นน.กก.
    • 1000 < LD50 ทางผิวหนัง £ 2000มก./นน.กก.
    • 500 < LC50 ทางหายใจ £ 10,000 ppm

    • สารที่ต้องอุ่นทำให้ร้อนก่อนจึงจะลุกติดไฟ หรือสัมผัสกับอุณหภูมิ 815.5 0ซ. เป็นเวลา 5 นาที หรือน้อยกว่า เป็นสารติดไฟได้ทั่ว ไป

    • เป็นสารติดไฟได้ทั่วไป Class III B
    • เป็นของแข็ง/ของเหลว ที่มีจุดวาบไฟสูงกว่า 93.4 0ซ.

    สารซึ่งปกติจะมีความเสถียรแต่จะไม่เสถียรเมื่ออุณหภูมิและความดันสูงขึ้น สารที่เปลี่ยนแปลงหรือสลายตัวเมื่อสัมผัสกับอากาศ แสง หรือความชื้น

    0

    สารที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายขณะเกิดเพลิงไหม้
    • LD50 ทางปาก > 2000 มก./นน.กก.
    • LC50 ทางการหายใจ > 1000 ppm

    สารไม่ติดไฟเมื่อสัมผัส กับความร้อนอุณหภูมิสูง 815.5 0ซ. เป็นเวลา 5 นาที

    สารที่มีความเสถียรทั้งใน สภาวะปกติและเกิดเพลิงไหม้ไม่ทำปฏิกิริยากับน้ำ

    นอกจากดัชนีชี้บ่งอันตรายต่อสุขภาพอนามัย ค่าความไวไฟ และการเกิดปฏิกิริยาแล้ว
    สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนชิ้นที่เหลือสีขาวยังปรากฏสัญลักษณ์แสดงข้อมูลพิเศษ เช่น สารที่ถูกน้ำไม่ได้ (W) สารออกซิไดซ์ (OX) สารที่เป็นกรด (Acid) สารที่เป็นด่าง (Alk)

    Top Pageการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ (Sampling and Analytical)

               การเก็บตัวอย่างและการวิเคราะห์ความเข้มข้นของสารเคมีทางสุขศาสตร์อุตสาหกรรมนิยมดำเนินการตามวิธีมาตรฐาน NMAM (NIOSH Manual of Analytical Methods) และมาตรฐานของ OSHA ( Occupational Safety and Health Administration) ดังนี้

    NMAM Method

    สารเคมี

    เก็บตัวอย่างโดย

    วิเคราะห์ตัวอย่างโดย

    0001 – 0799 การเก็บตัวอย่างอากาศทั่วไป กระดาษกรอง, Cyclone Gravimetric (ชั่งน้ำหนัก)

    0800 – 0999

    Bioarosole

    Andersen impactor

    Total Plate Couht

    1000 – 1999 ไอระเหยสารอินทรีย์ หลอด Charcoal Gas Chromatography HPLC
    2000 – 2999 ไอระเหยสารอินทรีย์ solid sorbent GC., HPLC.,IR
    3000 – 3999 ไอระเหยสารอินทรีย์ direct reading, liquid GC., Infrared 
    4000 – 4999 ไอระเหยสารอินทรีย์ diffusive sampler spectrophotometry
    5000 – 5999 Organic aerosols กระดาษกรอง Gravimetric (ชั่งน้ำหนัก)
    6000 – 6999 ก๊าซสารอนินทรีย์ หลอดเก็บตัวอย่าง , กระดาษกรอง GC., HPLC
    7000 – 7999 inorganic aerosols หลอดเก็บตัวอย่าง , กระดาษกรอง Atomic emission spectrometry
    8000 – 8999 สารชีวภาพ เก็บสารจากเลือด, ปัสสาวะ Plasma emission spectrometry

    9000 - 9999

    Bulk sampler

    ถุงเก็บตัวอย่าง (bag), dermal patch

    GC., Mass spectrometry

     

    Top PageLD50 (Lethal Dose fifty) : หมายถึง ปริมาณ (dose) ของสารเคมีซึ่งคาดว่าจะทำให้สัวต์ทดลองที่ได้รับสารนั้นเพียงครั้งเดียว ตายไปเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (50 %) ของจำนวนเริ่มต้น LD50 เป็นค่าที่คำนวณได้จากผลการศึกษา ซึ่งให้สัตว์ทดลองหลายกลุ่มได้รับสารเคมีที่ปริมาณต่าง ๆ กัน ระยะเวลาที่เฝ้าสังเกตการตายของสัตว์ ประมาณ 2-3 วัน แต่จะไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบความเป็นพิษของสารเคมีในสัตว์ต่างชนิด ซึ่งมีน้ำหนักตัวแตกต่างกันได้ จึงรายงานค่า LD50 เป็นน้ำหนักของสารเคมีต่อน้ำหนักของสัตว์ทดลอง เช่น LD50 (oral) ของ benzene ในหนู rat เท่ากับ 4,900 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

    ค่า LD50 ระดับความเป็นพิษ
    LD50   1     มก./นน.กก. มีความเป็นพิษร้ายแรงมาก (Extremely Toxic)
    1    LD50 50    มก./นน.กก. มีความเป็นพิษร้ายแรง (Highly Toxic)
    50  LD50 500 มก./นน.กก. มีความเป็นพิษปานกลาง (Moderate Toxic)
    0.5 LD50 5    กรัม/นน.กก. มีความเป็นพิษเล็กน้อย (Slightly toxic)
    5   LD50 15  กรัม/นน.กก. ในทางปฏิบัติถือว่าสารนี้ไม่เป็นพิษ
    (Practical non-Toxic)

     

    Top PageLC50 (Lethal Concentration fifty) : ความเข้มข้นของสารเคมีในอากาศซึ่งคาดว่าจะทำให้สัตว์ทดลองที่สูดดมในระยะเวลาที่ระบุไว้ตายไปเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (50%) ของจำนวนเริ่มต้น (LC50) เป็นค่าที่คำนวณได้จากผลการศึกษา การทดลอง ทำโดยแบ่งสัตว์ทดลองออกเป็นกลุ่ม จำนวนสัตว์ในแต่ละกลุ่มเท่า ๆ กัน กลุ่มละ 10 ตัวหรือมากกว่า ให้สัตว์ทดลองสูดดม ดังนั้น การรายงาน
    ค่า LC50 จึงต้องระบุระยะเวลาของการทดลองด้วย เช่น LC50 (4 ชั่วโมง) ของ benzene ในหนู rat เท่ากับ 44,660 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร

    ค่า LC50

    ระดับความเป็นพิษ

    ก๊าซ

    ฝุ่นละออง

    LC50 1000 ppm

    LC50 0.5 มก./ลิตร

    มีความเป็นพิษร้ายแรงมาก (Extremely Toxic)

    1000 LC50 3000 ppm

    0.5 LC50 2 มก./ลิตร

    มีความเป็นพิษร้ายแรง (Highly Toxic)

    3000 LC50 5000 ppm

    2    LC50 10 มก./ลิตร

    มีความเป็นพิษปานกลาง (Moderate Toxic)

    5000 LC50 10,000 ppm

    10  LC50 200 มก./ลิตร

    มีความเป็นพิษเล็กน้อย (Slightly toxic)

    LC50 10,000 ppm

    LC50 200 มก./ลิตร

    ในทางปฏิบัติถือว่าสารนี้ไม่เป็นพิษ
    (Practical non-Toxic)

     

    Top PageIDLH (Immediately Dangerous to Life and Health Concentrations) : ค่าความเข้มข้นของสารเคมีสูงสุดเมื่อเกิดความบกพร่องจากอุปกรณ์ป้องกันการหายใจแล้วสามารถอพยพออกจากบริเวณนั้นภายใน 30 นาที โดยปราศจากอุปกรณ์ป้องกันการหายใจและไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรงหรือมีผลต่อสุขภาพอนามัย

     

    Top PageTLV (Threshold Limit Value) : ค่าขีดจำกัดความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศการทำงาน ที่พนักงานเกือบทั้งหมดสัมผัสสารเคมีดังกล่าวซ้ำ ๆ วันแล้ววันเล่าโดย ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย กำหนดขึ้นโดย The American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH) เพื่อเป็นแนวทางหรือข้อแนะนำในการควบคุมสภาพแวดล้อมในการทำงาน แบ่งออกเป็น

    ค่าขีดจำกัดเฉลี่ยตลอดเวลาการทำงาน (TLV-TWA) คิดที่ 8 ชั่วโมงต่อวันหรือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

    ค่าขีดจำกัดสำหรับการสัมผัสในระยะเวลาสั้น ๆ (TLV-STEL) สำหรับการสัมผัสกับสารเคมีในระยะเวลาสั้น ๆ ปกติประมาณ 15 นาที

    ค่าขีดจำกัดสูงสุด (TLV-Ceiling) จะต้องไม่เกิดค่านี้ไม่ว่าในเวลาใด ๆ ของการทำงาน

     

    Top PagePEL (Permissible Exposure Limit) : ค่าความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศการทำงานที่อนุญาตให้มีได้ตามกฎหมายความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งสหรัฐอเมริกา (Occupational Safety and Health Act; OSHA)

     

    Top Pageพรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 : กำหนดให้แบ่งวัตถุอันตรายออกเป็น 4 ชนิด ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัตินี้ตามความจำเป็นต่อการควบคุม ดังนี้

    • วัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ครอบครองต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
    • วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ครอบครอง ต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ทราบก่อน และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดด้วย
    • วัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ครอบครองต้องได้รับอนุญาต
    • วัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ได้แก่ วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครอง

     

    Top Pageพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเคมีภัณฑ์ 2 ฉบับ คือ

    1. ประกาศกระทรวงหมาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อม (สารเคมี) ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ 2520 ประกอบด้วย
    1. ปริมาณความเข้มข้นสารเคมีในบรรยากาศการทำงานโดยเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานปกติ ดังแสดงในตารางหมายเลข 1 ของประกาศฉบับนี้จำนวนสารเคมี 68 ตัว
    2. ปริมาณความเข้มข้นสารเคมีในบรรยากาศการทำงานไม่ว่าในระยะเวลาใด ๆ ของการทำงานปกติ ดังแสดงในตารางหมายเลข 2 ของประกาศฉบับนี้จำนวน สารเคมี 24 ตัว
    3. ปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีในบรรยากาศการทำงานในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ดังแสดงไว้ในตารางหมายเลข 3 ของประกาศฉบับนี้ จำนวนสารเคมี 21 ตัว
    4. ปริมาณความเข้มข้นของฝุ่น และฝุ่นแร่ ในบรรยากาศของการทำงานปกติโดยเฉลี่ยเกินกว่าที่กำหนดไว้ในตารางหมายเลข 4 ของประกาศฉบับนี้จำนวน 4 รายการ
    2. ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ 2534 ที่กำหนดให้สารเคมี 1,580 ตัวเป็นสารเคมีอันตราย ที่กำหนดให้นายจ้างจะต้องแจ้งรายละเอียดสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการตามแบบ สอ.1

     

    Top Pageพรบ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 : ประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การกำหนดชนิดของยุทธภัณฑ์ที่ต้องขออนุญาตตามพรบ. ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ 2530 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2541 กำหนดให้สารเคมีเข้าข่าย 3 ชนิด คือ

      1. ชนิดที่ 1 สารเคมีจำนวน 204 รายการ
      2. ชนิดที่ 2 วัตถุระเบิดและสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมของวัตถุระเบิดจำนวน 80 รายการ
      3. ชนิดที่ 3 สารชีวะจำนวน 5 รายการ

     

    Top Pageแฟคเตอร์แปลงหน่วย (Conversion factor)

    แฟคเตอร์แปลงหน่วย ความเข้มข้นของก๊าซและไอระเหยสารเคมีมักจะกำหนดไว้เป็นหน่วยส่วนในล้านส่วน (ppm) เพื่อความสะดวกของผู้ใช้งานให้สามารถแปลงหน่วยไปเป็นมิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (mg/m3) และจาก mg/m3 เป็น ppm ที่อุณหภูมิปกติ 25 องศาเซลเซียส โดยกำหนดให้สาร 1 โมล มีปริมาตร = 24.45 ลิตร

     

    Top Pageประเภทการบรรจุหีบห่อ (Packing) เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในการบรรจุสินค้าอันตรายตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ขององค์การสหประชาชาติ (UN. Recommendations on the Transport of Dangerous Goods) และหลักเกณฑ์ข้อตกลงร่วมกับการขนส่งสินค้าอันตรายผ่านแดนทางถนนของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Agreement Concerning the International Carriage of Dangerous Goods by Road ; ADR) ซึ่งแบ่งกลุ่มการบรรจุภัณฑ์ออกตามอันตรายเป็น 3 กลุ่ม

    กลุ่มการบรรจุ (Packing Group)

    สำหรับสินค้าที่มีอันตราย

    มาตรฐานของภาชนะบรรจุ

    ความแข็งแรง

    เครื่องหมาย

    กลุ่ม I

    สูง

    แข็งแรงมาก

    X

    กลุ่ม II

    ปานกลาง

    แข็งแรง

    X,Y

    กลุ่ม III

    น้อย

    แข็งแรงปานกลาง

    X,Y หรือ Z